ตอนที่ 3 จุดเริ่มต้นของความเป็นคราม
สีครามเป็นสีย้อมธรรมชาติที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดกว่าสีธรรมชาติอื่นๆ จึงได้ชื่อว่า “ราชาแห่งสีย้อม” หรือ “The King of Dye” ตรงที่การเกาะเนื้อผ้าทนนานพอๆ กับอายุของผ้า และไม่มีปัญหาการตกสี สีครามที่หลุดจากผ้าตอนขณะซักนั้น เป็นสีเกินจากการย้อมทำให้ไม่แทรกเข้าไปในเนื้อผ้าอีก สีครามจึงย้อมผ้าจากเส้นธรรมชาติได้ดี ต้นกำเนิดของสีครามธรรมชาติได้จากหลากหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยนิยมใช้สีครามจากต้นคราม ห้อม และเบือก เป็นต้น
พืชที่เป็นแหล่งสีคราม
1) คราม (Indigo plant) เป็นไม้พุ่มอยู่ในวงศ์ Papilionaceae หรือ Leguminosae ถิ่นกำเนิดในเขตร้อน เช่น อัฟริกาเขตร้อน จีน อินเดีย และออสเตรเลีย มีอยู่ประมาณ 700–800 ชนิด ครามที่เป็นพืชในสกุล Indigofera ที่พบในป่าของประเทศไทยมีอย่างน้อย 16 ชนิด แต่ที่นำมาใช้ประโยชน์พืชที่ให้สีน้ำเงินหรือสีคราม มีอยู่ 3 ชนิด คือ Indigofera tinctoria L., Indigofera suffruticosa Mill. และ Indigofera arrecta Hochs.
- ครามน้อย (Indigofera tinctoria Linn.) เป็นไม้พุ่มอายุประมาณ 2-3 ปี ฝักตรงมีลักษณะต้นเป็นพุ่ม ใบมน เรียงสลับแบบขนนก ฝักไม่มีขน เมล็ดกลมมีสีเหลือง
- ครามใหญ่ (Indigofera Suffruticosa Mill.) ฝักโค้งงอมีลักษณะต้นเป็นพุ่ม สูงกว่าครามฝักตรง ใบรี เรียงสลับแบบขนนก ฝักมีขน เมล็ดค่อนข้างเหลี่ยม สีน้ำตาลเกือบเข้มดำ
- ครามบ้าน (Indigofera arrecta Horchs.) เป็นไม้พุ่มที่มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกและภาคใต้ของอัฟริกา และถูกนำมาปลูกในประเทศลาว เวียดนาม ลูซอนของฟิลิปปินส์ ชวา สุมาตราและฟลอเรสท์ของอินโดนีเซียมีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 3 เมตร มีใบประกอบแบบขนนก ดอกคล้ายดอกถั่วเล็ก ๆ สีชมพู ขนาดดอกยาว 5 มิลลิเมตร ขนาดผลหรือฝักยาว 2-2.5 เซนติเมตร ลักษณะฝักตรง ภายในมี 6-8 เมล็ด
2) ห้อม หรือฮ่อมเมือง Baphicanthuscusia (Nees.) Bremek.หรือ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze เป็นไม้พุ่มลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นและเหง้ารูปทรงกระบอก บริเวณข้อโป่งพอง ใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามรูปวงรี กว้าง 2.5-6 เซนติเมตรยาว 5-16 เซนติเมตร ขอบใบหยักฟันเลื่อยละเอียดออกดอกเป็นช่อที่ซอก ใบมีดอกย่อยหลายดอกกลีบดอกสีม่วงเชื่อมติดกันเป็นหลอดโค้งเล็กน้อย ผลแห้งแตกได้ เมล็ดแบนสีน้ำตาล
3) เบือก เบิก หรือครามเถา (Marsdenia tinctoria R.Br.) เป็นไม้เถาเลื้อยหรือไม้พุ่มเลื้อย ตามปกติสูงถึง 5 เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามกัน มีสีเขียวเข้ม มีขนปกคลุม ใบเรียวยาว หรือเป็นรูปไข่กึ่งรูปหัวใจ โคนใบกลมมน ปลายใบเรียวแหลมขนาด 5-9.5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลือง อยู่รวมเป็นกระจุก ดอกออกตามซอกใบ ออกเป็นช่อคล้ายซี่ร่ม ออกดอกในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม เมล็ดมีขนติดเป็นกระจุก มีหลายเมล็ด ลักษณะคล้ายถั่วแขก แต่มีลักษณะสั้น เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีเหลือง พืชชนิดนี้กระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่กว้าง พบทั่วไปในแถบอินเดีย ตอนใต้ของจีน พม่า ไทย เวียดนาม จนถึงหมู่เกาะของอินโดนีเซีย นับเป็นพืชที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาพพื้นที่ที่ครามชนิดนี้เจริญได้ดี คือ บริเวณที่มีดินเปียกชื้นมาก ๆ
การปลูกคราม
ครามชอบดินร่วน น้ำไม่ท่วมขัง แดดจัด การเลือกพื้นที่ปลูกต้องเป็นที่ดอน โล่ง มีแสงแดดเพียงพอเช่น เชิงป่า ชายทุ่งนา คูบ่อปลาและสันคลอง โดยเตรียมดินด้วยการไถพรวน ถ้าพื้นดินที่ค่อนข้างต่ำควรยกร่อง ฤดูกาลเพาะปลูกจะเริ่มต้นฤดูฝนหรือประมาณปลายเดือนเมษายน ถ้าไม่ยกร่องจะหว่านเมล็ดแล้วเกลี่ยดินกลบบางๆ เพื่อป้องกันมดหรือแมลงและให้ต้นอ่อนแทงดินขึ้นมาได้ง่าย หรือปลูกโดยวิธีหยอดหลุมเป็นแถวหลุมละ 3-4 เมล็ด แต่ละแถวห่างกันประมาณ 40-60 ซม. เมื่อได้รับน้ำฝนเมล็ดครามจะเริ่มงอก
การดูแลต้นคราม
เมื่อครามงอกเป็นต้นอ่อนเล็กๆ ค่อนข้างบอบบาง ต้องถอนต้นครามใกล้กันเกินไปและไม่แข็งแรงทิ้ง แต่ที่สำคัญคือการดายหญ้าตลอด ไม่ให้มีวัชพืชบดบังแสงแดด เมื่อต้านครามห่างกันพอดีจะได้รับปุ๋ย น้ำฝน แสงแดดจากธรรมชาติอย่างเพียงพอ กิ่งก้านกางออก ใบหนา เขียวเข้ม จนเมื่อต้นคราม 3-4 เดือน หรือสังเกตจากการออกดอก เติบโตเป็นฝักเล็กๆ หากเป็นชนิดฝังตรงจะสังเกตเห็นยอดครามแก่หงิก แสดงว่าครามแก่พอให้สีครามได้แล้ว ถ้าน้ำฝนน้อยมากควรรดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
“ราชาแห่งสีย้อม” หรือ “The King of Dye” ตรงที่การเกาะเนื้อผ้าทนนานพอๆ กับอายุของผ้า และไม่มีปัญหาการตกสี สีครามที่หลุดจากผ้าตอนขณะซัก
ตรวจสอบย้อนกลับอย่างไร?
ระบบฐานข้อมูลรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าคราม ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันสิ่งทอ