ตอนที่ 10 ผ้าผืนกับวัฒนธรรม (คุณค่า,มูลค่า)
ผ้าในฐานะที่เป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ มีบทบาทสำคัญตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เมื่อเราเกิดก็ใช้ผ้ามาห่อหุ้มร่างกายเพื่อป้องกันและห่อหุ้มร่างกายให้ได้รับความอบอุ่น เมื่อเติบโตขึ้นก็ใช้ผ้าในโอกาสต่าง ๆ กัน เมื่อตายก็ใช้ผ้ามัดและผูกร่างกายเอาไว้ นั่นแสดงให้เห็นว่าผ้ามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ในวัฒนธรรมของมนุษย์ยังใช้ผ้าเป็นเครื่องแบ่งแยกเพศและหน้าที่ของมนุษย์อีกด้วย โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของชาวอีสานที่รับรู้ถึงวัฒนธรรมเรื่อง การถักทอว่าเป็นงานของผู้หญิง ผู้ชายจะต้องจักสาน เช่นเดียวกับที่บรรทัดฐานทางสังคมที่ตั้งไว้ว่า ผู้ชายคนใดที่ไม่ผ่านการบวชเรียนก็ยังไม่นับว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับผู้หญิงคนใดที่ยังไม่รู้จักการปั่นฝ้าย ทอผ้าก็ยังไม่สมควรที่จะมีครอบครัว มโนทัศน์ดังกล่าวไม่ได้ปรากฏแตํในเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นที่รับรู้อยำงกว้างขวาง และนับวำผ้าก็เป็นสํวนหนึ่งของเครื่องนุ่งห่มที่คนนำมาแสดงอัตลักษณ์ในแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม เสื้อผ้าด้วยวิธีการต่างๆ เช่น โอบ รัด มัด ผูก จนทำให้ผ้ากลายเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่แสดงตัวตนของคนได้อย่างชัดเจน เพราะเราใช่ผ้าในวิถีชีวิตทั้งที่เป็นเครื่องนุ่ง เครื่องห่ม เครื่องประกอบพิธีต่างๆ เช่น
ประเพณีการเกิด แต่ผู้เป็นแม่จะต้องเตรียมทอผ้าไว้สำหรับลูกที่จะคลอดออกมา โดยผ้าที่ใช้ตั้งแต่แรกเกิดประกอบด้วย ผ้าอ้อม ผ้าห่ม ผ้าหุ้มฟูก (ที่นอน) เสื้อผ้า ผ้าทำความสะอาดและผ้าสำหรับห่อตัวหลังคลอด ผ้าทำเปลนอน เมื่อเด็กคลอดผู้ทำคลอดก็จะทำความสะอาดตัวเด็กแล้วนำผ้าที่นุ่ม สะอาดที่แม่เตรียมไว้มาห่อตัวเด็ก
ประเพณีการบวช ผ้าครามหรือผ้าย้อมครามไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง หากแต่ปรากฏอยู่ในส่วนของผู้เข้าร่วม ที่จะสวมใส่เสื้อผ้าดังกล่าวไปร่วมงาน และก็มักจะปรากฏในสมัยก่อนมากกว่าสมัยปัจจุบัน อดีตเสื้อย้อมผ้าครามเป็นชุดที่มีอยู่ไม่มาก และใช้สวมใส่ได้หลากหลายโอกาสรวมถึงหลากหลายกาลเทศะด้วย
ประเพณีการแต่งงาน ผ้าครามได้เข้ามามีบทบาทนับตั้งแต่เป็นเครื่องสมมาญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย เนื่องจากในอดีตผ้าเหล่านี้จะต้องเกิดจากฝีมือของผู้หญิง เป็นคนทำขึ้นเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมในการออกเรือน ในประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร เจ้าภาพของฝ่ายหญิง จะต้องนำตัวเจ้าสาวไปขอขมาต่อพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าบ่าว โดยจะต้องจัดเตรียม “ผ้าสมมา” ประกอบด้วย เสื้อ 1 ตัว ผ้าซิ่น 2 ผืน โดยเสื้อไม่ได้ระบุว่าต้องทอด้วยผ้าชนิดใด แต่ผ้าซิ่นมีความสำคัญมากนิยมใช้ซิ่นที่ทอด้วยผ้าไหมเท่านั้น
ประเพณีการตาย ผ้าครามที่เกี่ยวข้องกับงานศพ จะใช้ในการบรรจุผ้าหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับศพ และการสวมใส่เสื้อผ้าไปร่วมงานศพ การนำสิ่งของจำเป็นสำหรับบรรจุในโลงศพของผู้ตาย ได้แก่เสื้อผ้า ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของมนุษย์ แม้คนนั้นจะตายไปแล้วก็ตาม ชาวบ้านผู้ไทเชื่อว่าการนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ บรรจุลงไปในโลงศพจะทำให้ผู้ตายได้นำไปใช้ในเมืองผีหรือโลกหน้า
ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปีของชาวสกลนครที่ยึดถือกันมาสอดคล้องกับฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ซึ่งถือเป็นธรรมนูญสำคัญในการดำเนินชีวิต ฮีตสิบสองหรือประเพณีสิบสองเดือนเป็นจารีตที่จะให้สมาชิกทุกคนในสังคมได้มีโอกาสร่วมชุมนุมกันทำบุญเป็นประจำทุกๆ เดือนของรอบปี ผลที่ได้รับคือ ทุกๆ คนจะได้มีเวลาเข้าวัด ใกล้ชิดกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนสามัคคีกัน ซึ่งประกอบไปด้วย เดือนเจียง (เดือนอ้าย) นิมนต์สังฆเจ้าเข้ากรรม เดือนยี่ ทาบุญคูนข้าว เดือนสามทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา เดือนสี่ทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ เดือนห้าทำบุญขึ้นปีใหม่และสงกรานต์ เดือนหกบุญวิสาขบชาและบุญบั้งไฟ เดือนเจ็ดทำบุญเทวดาอารักษ์หลักเมืองและแรกนาขวัญ เดือนแปดบุญเข้าพรรษา เดือนเก้าทำบุญข้าวประดับดิน เดือนสิบทำบุญข้าวสากหรือสลากภัต เดือนสิบเอ็ดทำบุญออกพรรษา เดือนสิบสองทำบุญกฐิน
การทำผ้าครามซึ่งเป็นภูมิปัญญาและเป็นวัฒนธรรมทำให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ขายได้ การรับรู้สินค้าทางวัฒนธรรมเรื่องผ้าครามไม่ได้เกิดจากชาวบ้าน หากแต่เป็นส่วนส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น พัฒนาชุมชนจังหวัด หอการค้าจังหวัด รวมถึงโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู อาจารย์ รวมถึงนักเรียนได้สวมใส่เสื้อผ้าย้อมคราม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัด นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐก็สนับสนุนให้พนักงานสวมใส่เสื้อผ้าครามทุกวันศุกร์ ทำให้ผ้าครามอยู่ในการรับรู้และความคุ้นเคยของคนทั่วไป กลายเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ประจำจังหวัดสกลนคร โรงเรียนหลายโรงเรียนได้กำหนดให้นักเรียนสวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองทุกๆ วันศุกร์ เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านผู้ทอผ้าย้อมครามมีรายได้ และเป็นการแสดงอัตลักษณ์ของโรงเรียนในจังหวัดสกลนครหลายโรงเรียน
ผ้าครามถูกทำให้เป็นผลิตภัณฑ์และสินค้าที่เปลี่ยนกลุ่มผู้ใช้จากเดิมเป็นชาวบ้านก็กลายเป็นชาวเมือง จากผืนผ้าไม่มีราคากลายเป็นผืนผ้าราคาสูง จากการผลิตเพื่อการใช้ก็เปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อการขาย จากการใช้ฝ้ายธรรมชาติก็เป็นฝ้ายโรงงาน จากการผลิตในครัวเรือนก็กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง จากการผลิตที่ต้องอาศัยระยะเวลาและความประณีตก็เปลี่ยนเป็นการผลิตที่ต้องกำหนดเวลาและเน้นความจาเพาะของลวดลาย จากเดิมที่เคยกำหนดปริมาณการผลิตก็เปลี่ยนเป็นการถูกกำหนดโดยกลไกของตลาดและผู้บริโภคภายนอก สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผ้าครามกลายเป็นสินค้าเต็มตัว และทำให้จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าคราม และทำให้กลุ่มชาวบ้านต่างๆ พยายามที่จะผลิตผ้าครามเพื่อความต้องการของตลาด จึงสร้างความแปลกใหม่ให้กับผ้าครามและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค หาได้เป็นการผลิตเพื่อการใช้งานเหมือนกับอย่างเดิมอีกต่อไป
จากผืนผ้าไม่มีราคากลายเป็นผืนผ้าราคาสูง จากการผลิตเพื่อการใช้ก็เปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อการขาย จากการใช้ฝ้ายธรรมชาติก็เป็นฝ้ายโรงงาน จากการผลิตในครัวเรือนก็กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง
ตรวจสอบย้อนกลับอย่างไร?
ระบบฐานข้อมูลรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าคราม ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันสิ่งทอ